ปกนาวิกศาสตร์  

  • ปกเดือนตุลาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนกุมภาพันธ์_2541.jpg
  • ปกเตือนธันวาคม_2542.jpg
  • ปกเตือนสิงหาคม_2542.jpg
  • ปกเดือนพฤศจิกายน_2558.jpg
  • july_2556.jpg
  • ปกเดือนกุมภาพันธ์_2559.jpg
  • ปกเดือนมกราคม_2541.jpg
  • ปกเตือนพฤษภาคม_2542.jpg
  • ปกเดือนพฤศจิกายน_2540.jpg
  • ปกเดือนธันวาคม_2541.jpg
  • october_2556.jpg
  • ปกเตือนพฤศจิกายน_2542.jpg
  • ปกเดือนกุมภาพันธ์_2557.jpg
  • ปกเดือนพฤษภาคม_2558.jpg
  • ปกเตือนมกราคม_2542.jpg
  • ปกเดือนมิถุนายน_2540.jpg
  • ปกเดือนสิงหาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนมกราคม_2558.jpg
  • ปกเดือนกรกฎาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนเมษายน_2558.jpg
  • ปกเดือนธันวาคม_2558.jpg
  • ปกเตือนตุลาคม_2542.jpg
  • ปกเตือนมีนาคม_2542.jpg
  • flip_สิงหาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนมีนาคม_2559.jpg
  • april_2557.jpg
  • June_2557.jpg
  • flip_กรกฎาคม_2557.jpg
  • ปกเตือนกรกฎาคม_2542.jpg
  • ปกเดิอนมิถุนายน_2557.jpg
  • ปกเดิอนสิงหาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนมกราคม_2540.jpg
  • ปกเดือนเมษายน_2540.jpg
  • ปกเดือนมีนาคม_2558.jpg
  • august_2556.jpg
  • ปกเดือนมิถุนายน_2559.jpg
  • ปกเดือนมีนาคม_2541.jpg
  • ปกเดือนมีนาคม_2557.jpg
  • ปกเตือนมิถุนายน_2542.jpg
  • ปกเดือนกันยายน_2557.jpg
  • ปกเตือนเมษายน_2542.jpg
  • ปกเดือนตุลาคม_2541.jpg
  • ปกเดือนกันยายน_2541.jpg
  • ปกเดือนพฤศจิกายน_2541.jpg
  • ปกเดือนพฤศจิกายน_2557.jpg
  • ปกเดือนกรกฎาคม_2558.jpg
  • ปกเดือนกุมภาพันธ์_2558.jpg
  • ปกเดือนกรกฎาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนมกราคม_2559.jpg
  • ปกเดือนเมษายน_2557.jpg
  • ปกเดือนธันวาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนกันยายน_2558.jpg
  • ปกเดือนพฤษภาคม_2541.jpg
  • ปกเตือนกันยายน_2542.jpg
  • may_2556.jpg
  • ปกเดือนเมษายน_2541.jpg
  • january_2556.jpg
  • ปกเดือนกุมภาพันธ์_2540.jpg
  • february_2556.jpg
  • ปกเตือนกุมภาพันธ์_2542.jpg
  • ปกเดือนกรกฎาคม_2541.jpg
  • ปกเดือนพฤษภาคม_2559.jpg
  • ปกเดือนพฤษภาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนตุลาคม_2558.jpg
  • march_2556.jpg
  • ปกเดือนพฤษภาคม_2557.jpg
  • ปกเดือนตุลาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนมิถุนายน_2558.jpg
  • ปกเดือนสิงหาคม_2558.jpg
  • ปกเดือนมิถุนายน_2541.jpg
  • september_2556.jpg
  • ปกเดือนมกราคม_2557.jpg
  • ปกเดือนมีนาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนเมษายน_2559.jpg
  • ปกเดือนสิงหาคม_2541.jpg
  • ปกเดือนธันวาคม_2540.jpg
  • ปกเดือนกันยายน_2540.jpg
   

ค้นหา


   

ข้อคิดเห็นส่วนตัวเรื่องเรือดำน้ำ

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
รายละเอียด ข้อคิดเห็นส่วนตัวเรื่องเรือดำน้ำ

โดย พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก

1

ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภา ได้ปรากฏข่าวประเด็นร้อน การอนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่   ในการนี้ งบประมาณของสามเหล่าทัพ ได้รับการวิจารณ์กันมาก ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะรัฐบาลเอาใจทหาร แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มีการวิจารณ์ เป็นประเด็นยืดเยื้อ ทั้งที่งบประมาณไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการจัดหายุทโธปกรณ์อื่น ๆ เรื่องนี้คือ การเสนอขออนุมัติโครงการจัดหาเรือดำน้ำของ ทร. ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและ           ไม่เห็นด้วยกับโครงการของ ทร. ฝ่ายไม่เห็นด้วย แบ่งออกได้ ๒ พวกเหตุผล คือ พวกแรกไม่เห็นด้วยที่ ทร. จะมีเรือดำน้ำประจำการ เนื่องจากอ่าวไทยน้ำตื้น ไม่เหมาะสมที่เรือดำน้ำจะใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ และหากมี จะเอาไว้รบกับใคร  ส่วนอีกพวก แท้จริงแล้ว เห็นความจำเป็นของเรือดำน้ำ แต่เห็นว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ใช้แล้วของ ทร. น่าจะไม่คุ้มค่าควรพิจารณาจัดหาของใหม่

การวิจารณ์ให้ความเห็นเหล่านี้ แม้ทราบดีว่า ส่วนหนึ่งของผู้วิจารณ์ หรือให้ข้อมูลผู้วิจารณ์เป็นทหารเรือ และโลกแห่งการเรียนรู้ ปัจจุบันทุกคนสามารถแสวงหาความรู้ เรียนทันกันหมด ตลอดจนต้องเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ผู้เขียนมีความไม่สบายใจในการวิจารณ์ดังกล่าว เนื่องจากไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและเห็นว่า เรือดำน้ำจัดเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ ที่มีผลกระทบต่อชัยชนะของการปฏิบัติการทางทหารเป็นส่วนรวม ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชนในยามสงคราม รวมทั้งทำให้เกิดความยอมรับในขีดความสามารถ ทร.ไทย ที่ยกระดับเป็น ทร. ที่มีกำลังได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะมีผลต่อศักยภาพในการป้องปราม ความเชื่อมั่นในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ทางทะเล ที่อาจทำให้เกิดความมั่นคง หรือเสริมพลังอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ และอำนาจการต่อรองของรัฐบาล ในการดำเนินการทางการเมืองระหว่างประเทศ ประกอบกับการจัดหาเรือดำน้ำ แท้จริงแล้วใช้งบประมาณสูงมาก เป็น ๑๐ เท่า ของงบประมาณโครงการ ทร.ที่เสนอขอ หากมีจำนวนเท่ากัน ดังนั้น การ “มี” หรือ “ไม่มี” ตลอดจน “มีแต่ช้า” จึงเป็นเรื่องของความเสี่ยงระดับชาติ ที่ประชาชน ควรมีส่วนร่วม ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นผู้รับผิดชอบในความพร้อมรบของกำลังทางเรือมาก่อน จึงใคร่ขอเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ทราบโดยทั่วไป

ความเป็นมาของ ทร.ไทย กับเรือดำน้ำ 

 ด้วยแนวความคิดในการใช้กำลังแบบ “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) ที่ใช้   กำลังที่ลงทุนน้อย ต่อสู้เพื่อเอาชนะกำลังที่เหนือกว่า โดยจู่โจมเข้าทำลายกำลังสำคัญฝ่ายตรงข้ามด้วยอาวุธเด็ดขาด ไม่ให้รู้ตัว ประวัติศาสตร์ของยานใต้น้ำที่ใช้ในการรบตามหลักฐานที่ปรากฏ เริ่มตั้งแต่สมัย   สงครามต่อสู้เพื่ออิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โดย David Bushnell ได้ประดิษฐ์ยานใต้น้ำ ขับเคลื่อนด้วย กำลังพลเพียงคนเดียว นำไปกับเรือใหญ่ เมื่อถึงจุดปล่อย จะดำใต้น้ำ หลบหนีการตรวจจับไปยังใต้ท้องเรือเป้าหมาย ใช้สกรู เจาะรู แล้วเอาระเบิดถ่วงเวลาติดไว้ เพื่อทำลายเรือดังกล่าว ยานใต้น้ำของ Bushnell ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา ได้ปรากฏการใช้ยานใต้น้ำในการรบอย่างได้ ผลอีก จากนั้นได้มีการคิดค้น ปรับปรุง จนกระทั่งเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนตามแบบมาตรฐาน เหมือนทุกวันนี้ ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ และใช้ได้ผลดีมากระหว่างสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง ในการปิดเส้นทางการค้าขายระหว่างประเทศของฝ่ายตรงข้าม ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างย่อยยับ เป็นผลต่อการสูญเสียศักยภาพในการทำสงครามและสร้างความเดือดร้อนของประชาชนในชาติอย่างแสนสาหัส ประเทศไทยเมื่อเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ในต้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวด เช่นนี้มาแล้ว จากการปฏิบัติของเรือดำน้ำ ในอ่าวไทยที่เข้ามาวางทุ่นระเบิด และดักโจมตี ไม่ให้เรือสินค้า เรือน้ำมัน เข้าออก เมื่อถึงยุคสงครามเย็น เรือดำน้ำได้เป็นเครื่องมือรบสำคัญในการทำสงครามอสมมาตรของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่มีกำลังทางเรือ ในเริ่มต้นน้อยกว่าสหรัฐอเมริกามาก โดยใช้เรือดำน้ำติดขีปนาวุธข้ามทวีปที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง เช่นเดียวกับที่ติดตั้ง ที่ฐานยิงบนบกและในอากาศ ปฏิบัติการในมหาสมุทรต่าง ๆ เป็นผลให้สหรัฐอเมริกาต้องทุ่มงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ จำนวนมหาศาลในการสร้างยานปราบเรือดำน้ำแบบต่าง ๆ ทั้งดาวเทียม เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือผิวน้ำ อากาศยาน และเรือดำน้ำ เพื่อควบคุมทะเลและติดตามเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียต ฯ ปัจจุบันเรือดำน้ำได้เป็นเครื่องมือรบที่มีในประจำการของ ทร.แทบทุกประเทศ ตั้งแต่ประเภทปฏิบัติการชายฝั่งจนถึงระดับโลก

3

สำหรับประเทศไทย หลังจากได้รับความเจ็บแค้นจากชาติผู้รุกรานที่ใช้กองเรือใหญ่ เข้าคุกคามพระนคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบุพการีของกองทัพเรือ หลายพระองค์ เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือและการทหารจากต่างประเทศ เมื่อเสด็จกลับมารับราชการ ทุกพระองค์ได้ทรงเสนอแนวความคิด ทรงดำเนินการในการพัฒนาและปรับปรุงขีดความสามารถในการรบทางเรือของประเทศไทย เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์อันเจ็บช้ำ ซ้ำรอยอีก ทั้งนี้ แนวความคิดในการใช้เรือดำน้ำของ ทร.ไทย ที่ปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกนั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ หรือ ๑๐๑ ปีมาแล้ว โดย เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ สมัยนั้นคือ จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิจ ได้ทรงนำเอกสาร “โครงการจัดกำลังทางเรือ” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการ ที่มี นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นประธาน   ขึ้นทูลเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สาระสำคัญของเอกสาร คือ “มีความต้องการเรือดำน้ำ ๖ ลำ โดยมีแนวความคิดที่จะใช้ทำลายเรือใหญ่ของข้าศึก โดยวิธีดำใต้น้ำ หลบหลีก การตรวจจับ เข้าใช้ตอร์ปิโด” และอีก ๕ ปีต่อมา หรือประมาณ ๙๖ ปีมาแล้ว หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือเยอรมัน นายเรือโท สมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนสงขลานครินทร์ ได้ทรงจัดทำรายงาน เรื่อง “ความเห็นเกี่ยวกับเรือ ส.”  (มาจากคำว่าสับมารีน) ถวายต่อ นายพลเรือโท พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิศมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เอกสารนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ โครงการจัดหาเรือดำน้ำ ซึ่งประกอบด้วย คุณลักษณะเฉพาะที่ต้องการของฝ่ายเสนาธิการ แนวความคิดในการใช้ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องการ การบริหารกำลังพล (อัตรา, การเตรียมกำลัง, การฝึกหัดศึกษา, การปกครองบังคับบัญชา, การสวัสดิการ) วิธีจัดหาและงบประมาณที่ใช้ ทั้งนี้ พระองค์ท่านทรงมีแนวความคิดที่จะใช้เรือดำน้ำ ปฏิบัติการร่วมกับเรือผิวน้ำ ในการป้องกันพระนคร และควบคุมทะเลในอ่าวไทย โดยใช้เรือดำน้ำขนาดประมาณ ๒๐๐ ตัน ในเขตชั้นใน ตั้งแต่แนวเกาะจวง - ประจวบคีรีขันธ์ เข้ามา และขนาดประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน ชั้นนอกอ่าวไทย ตั้งแต่บริเวณเกาะสมุยจนถึงสิงคโปร์ โดยพระองค์ท่านทรงให้ความเห็นว่า เรือดำน้ำเป็นอาวุธป้องปรามที่ดี การส่งกองเรือปืนขนาดใหญ่ เข้ามาคุกคามพระนคร กรณี ร.ศ.๑๑๒ ข้าศึกคงจะไม่กล้ากระทำอีก เพราะเรือใหญ่จะเป็นเป้าอย่างดีของเรือดำน้ำ หากข้าศึกคิดจะคุกคาม   พระนครอีก จะต้องส่งเรือขนาดเล็กหลายลำมาแทน จะเป็นการยากต่อการส่งกำลังบำรุง และต้องมีการป้องกันอย่างดีตลอดเวลา เพิ่มความตรากตรำแก่กำลังพล อีกทั้งการบีบบังคับให้ข้าศึกใช้เรือขนาดเล็ก จะทำให้   เรือผิวน้ำฝ่ายเราไม่เสียเปรียบในการยุทธ์ และนอกจาก “ความเห็นเกี่ยวกับเรือ ส.” สมเด็จพระราชบิดา ยังได้ทรงร่าง   “โครงสร้างกองเรือรบ” (กองเรือรบ ต่อมาได้เป็นกองเรือยุทธการในปัจจุบัน) โดยประกอบกำลังด้วย เรือปืนหุ้มเกราะ เรือลาดตระเวนตอร์ปิโด เรือตอร์ปิโดใหญ่ เรือตอร์ปิโดเล็ก เรือทุ่นระเบิด เรือที่ใช้เป็น เรือธงของผู้บังคับบัญชา และเรือดำน้ำ กำลังทางเรือเหล่านี้จะถูกส่งไปประจำสถานีทหารเรือต่าง ๆ ซึ่งพระองค์ท่านทรงกำหนดให้มี ๔ แห่ง คือ สถานีทหารเรือบริเวณปากน้ำ – กรุงเทพ สถานีทหารเรือเกาะสีชัง สถานีทหารเรือสงขลา และสถานีทหารเรือภูเก็ต โดยสถานีทหารเรือแต่ละแห่ง จะประกอบด้วย ท่าเทียบ/สถานที่จอดเรือ อู่ซ่อม โรงงาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ระบบการรักษาความปลอดภัย และที่พักอาศัย

เนื่องจากยุคนั้นอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ ฐานะการเงินการคลังของประเทศไม่ดีนัก โครงการและแนวความคิดต่าง ๆ ของ ทร. จึงไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำเนินการ แต่เรือดำน้ำได้เป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของประชาชนมาก พระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่อง “เรือใต้น้ำหลวงนนทรี” (รตล.นนทรี) แสดงถึงความกล้าหาญ และความยากลำบากในการปฏิบัติการของกำลังพลเรือดำน้ำ เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ตลอดจนได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้กระทรวงต่างประเทศ ประสานกับรัฐบาลอังกฤษ ในการส่งนายทหารเรือไปรับการฝึกหัด ศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้มีการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย “กำลังพลเรือดำน้ำ” คนแรกของ ทร.ไทย คือ นายนาวาตรี หลวงหาญกลางสมุทร

เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ เสธ.ทร. พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค`

   

ผู้ที่กำลังออนไลน์

มี 60 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

   

จำนวนผู้เข้าชมบทความ

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1157889
   

สถิติผู้เยี่ยมชม

644020
วันนี้วันนี้459
เมื่อวานนี้เมื่อวานนี้724
เดือนนี้เดือนนี้16667
All_DaysAll_Days644020
   
© สำนักงานราชนาวิกสภา กองบัญชาการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ 10700 webmaster@rtni.org โทร.0-2475-4869

เข้าสู่ระบบ

   

สำนักงานราชนาวิกสภา กองบัญชาการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ 10700
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   โทร.0-2475-4869